วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Pipeline

โปรเซสเซอร์
:ปี 1989 Intel ประกาศตัว 80486 ซึ่งเป็นซีพียูแบบ 32 บิต พร้อมเปิดตัวสิ่งที่เรียกว่า ”ไปป์ไลน์”(Pipeline)
:ไปป์ไลน์ช่วยให้ซีพียูสามารถเฟ็ตช์คำสั่งเข้ามาทำงานได้หลาย ๆ คำสั่งในเวลาเดียวกันได้ โดยเอ็กซิคิวต์ในแต่ละคำสั่งในแต่ละสัญญาณนาฬิกา (Clock cycle) เรียกการทำงานแบบนี้ว่า “สเกลลาร์” (Scalar)
:ปี 1993 ได้เปิดตัวซีพียูในยุคที่ 5 ที่เรียกว่า “Pentium” โดยนำไปป์ไลน์มาใส่ไว้ในซีพียูถึง 2 ตัว ทำงานแบบขนานพร้อม ๆ กัน โดยไม่ขึ้นต่อกัน ทำให้สามารถเอ็กซิคิวต์ได้ 2 คำสั่งใน 1 สัญญาณนาฬิกา
:เรียกสถาปัตยกรรมนี้ว่า “ซุปเปอร์สเกลลาร์” (Superscalar)
Pipeline
:ไปป์ไลน์ (Pipeline) คือการทำงานแบบคาบเกี่ยวกัน (overlap) โดยการแบ่งซีพียูออกเป็นส่วนย่อย ๆ แล้วแบ่งงานกันรับผิดชอบ
:เดิมไปป์ไลน์เป็นเทคนิคของสถาปัตยกรรมแบบ RISC ต่อมานำมาใช้กับสถาปัตยกรรมแบบ CISC

:แบ่งเป็นภาคหลัก ๆ คือ

:ภาคการถอดรหัสคำสั่ง (Instruction Decode)
ภาคเขียนผลลัพธ์ (Write Result)
ขั้นตอนการทำงานของ Pipeline 
:ภาคเฟ็ตช์คำสั่ง (Instruction Fetch) :ภาครับข้อมูล (Get Operands):ภาคเอ็กซิคิวต์ (Execute)

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การสร้างตัวอักษรด้วยควันบุหรี่

1.การพิมพ์ข้อความ


2. Filter ---> Distort ---> Ripple ตั้งค่า Amount ประมาณ 85% Size = Large แล้วคลิก OK ได้ เลย


รูปดังนี้

3. double click ที่ layer text แล้วเลือกที่ Satin ตั้งค่าต่างๆตามด้านล่าง




รูปจะออกมาแบบนี้



5. จากนั้น click ขวาที่ layer text แล้วเลือก Duplicate layer แล้วตั้งค่า layer นั้นเป็น Muliply และ Opacity เป็น 20% จากให้ให้คลิกที่ layer text อันแรกแล้วไปที่ Filter ---> Blur ---> Gaussian Blur ตั้งค่าเป็น 1.6


6. เลือก Pencil tool แล้วลากเว้นตามด้านล่าง

7. Filter ---> Distort ---> Ripple ตั้ง Amount = 85% Size = Large แล้วคลิก OK ได้เลยค่ะ จากนั้่นให้ไปที่ Filter ---> Blur ---> Gaussian Blur แล้วตั้งค่าเป็น 1.4


8. Click ขวาที่ layer ที่เราคัดลอกมาแล้วเลือก Blending Options แล้วเลือกที่ Color Overlay แลวทำการตั้งค่าตามด้านล่างนี้

เสร็จแล้ว


วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เลขฐาน

ระบบเลขฐาน

ระบบเลขฐานของคอมพิวเตอร์

ระบบเลข เป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่แสดงถึงจำนวนต่าง ๆ ระบบเลขแต่ละระบบมีจำนวนตัวเลขที่ใช้เหมือนกับชื่อของระบบตัวเลขนั้น และมีฐานของจำนวนเลขตามชื่อของมัน เช่น เลขฐานสอง เลขฐานแปด เลขฐานสิบ เลขฐานสิบหก
§  ระบบเลขฐานสอง เป็นเลขฐานที่ประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัว คือ 0 และ 1 ซึ่งเลข 0 กับ 1 เป็นเลขที่นิยมใช้กับคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลการทำงาน การเก็บข้อมูล หรือโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับสถานะทางไฟฟ้า
§  ระบบเลขฐานแปด เป็นเลขฐานที่ประกอบด้วยเลข 8 ตัวคือ 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, รวมแปดตัว
§  ระบบเลขฐานสิบ เป็นเลขฐานที่ประกอบด้วยเลข 10 ตัว คือ 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, ซึ่งเลขฐาน 10 เป็นเลขฐานที่มนุษย์ทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายมากที่สุด เพราะว่าเป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน
§  ระบบเลขฐานสิบหก เป็นเลขฐานที่ประกอบด้วยเลข 10 ตัวและตัวอักษร 6 ตัว คือตัวเลข 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, และตัวอักษรคือ A แทน 10, B แทน 11, C แทน 12, D แทน 13, E แทน 14, F แทน 15 ซึ่งรวมกันแล้วได้ 16 ตัว
เลขฐานสิบ
เลขฐานสอง
เลขฐานแปด
เลขฐานสิบหก
0
0000
0
0
1
0001
1
1
2
0010
2
2
3
0011
3
3
4
0100
4
4
5
0101
5
5
6
0110
6
6
7
0111
7
7
8
1000
10
8
9
1001
11
9
10
1010
12
a
11
1011
13
b
12
1100
14
c
13
1101
15
d
14
1110
16
e
15
1111
17
f
16
1 0000
20
10

Binary - Coded Decimal (BCD) - 8421 code
                เลข Decimal 1 Digit เขียนแทนด้วยเลข Binary 4 bit โดยที่แต่ละ bit ของรหัส BCD -8421 ได้กำหนดน้ำหนักไว้ต่างๆ กัน คือ bit ทางขวามือสุดมีน้ำหนักเป็น 1 ถัดมาเป็น 2,4 และซ้ายมือสุดเป็น 8 ตามลำดับ เราจึงเรียกรหัส BCD แบบ 8421 หรือ BCD -8421 รหัส BCD -8421 นี้นับว่าสะดวกสบายในการอ่านมาก เพราะถ้าเลข Decimal มีหลายๆ หลัก (Digit) ก็จะแทนแต่ละหลักของเลข Decimal ด้วยเลข Binary หลักละ 4 bit
ตัวอย่างที่    จงแปลงเลขฐานสิบต่อไปนี้เป็นรหัส BCD-8421
ก)                  32110
ข)                  147210
ค)                  327.8210
วิธีทำ
ก)            32110                       =             0011  0010  0001BCD
                ข)            147210                              =             0001  0100  0111  0010BCD
ค)            327.8210                         =             0011  0010  0111 . 1000  0010BCD
ตัวอย่างที่       จงแปลงรหัส BCD ต่อไปนี้เป็นเลขฐานสิบ
ก)                  10000110BCD
ข)                  100101110100BCD
ค)                  1100001100000.0111BCD
วิธีทำ
                ก)            1000  0110BCD                     =             8 610
                ข)            1001  0111  0100BCD          =             9 7 410
                ค)            0001  1000  0110  0000. 0111BCD     =             1 8 6 0. 710

รหัสเกิน 3 (Excess -3 code)
การเข้ารหัสเลข Decimal เป็น Excess - 3 code หรือ การถอดรหัสจาก Excess - 3 code เป็นเลข Decimal ก็มีวิธีการเช่นเดียวกันกับการเข้ารหัสเลข Decimal เป็น BCD -8421 code หรือการถอดรหัสจาก BCD -8421 code เป็น Decimal
ประโยชน์ของรหัส Excess-3 นั้นจะนำไปใช้ในการบวกเลข ซึ่งเดิมเราใช้รหัส BCD บวกเลขที่มีคำตอบมากกว่า 9 ไม่ได้ หากมีการบวกเลขที่ได้ผลลัพธ์มากกว่า 9 เราสามารถนำรหัส Excess-3 ไปช่วยได้ดังนี้
3                                                                                             0110
   +                                                                   +               http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/digital_tech/sheet/digit2.files/image005.gif    Excess-3 code
9                                                       1100
                            12                                                                1 0010        http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/digital_tech/sheet/digit2.files/image005.gif       BCD-8421 code
จะเห็นว่าคำตอบที่ได้จะเป็นคำตอบที่เป็นรหัส BCD-8421
นอกจาก BCD -8421 code แล้ว ยังมี BCD code แบบอื่นๆ อีกมาก ตามตาฟรางที่ 6 BCD code ขนาด 4 bits ที่นิยมใช้กัน BCD code เหล่านี้เป็น weighted code โดยมีชื่อรหัสบ่งค่าน้ำหนักของ bit ในแต่ละตำแหน่ง การเข้ารหัส หรือ ถอดรหัสก็สามารถทำได้โดยวิธีการเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว